ความสุขลุ่มน้ำแซน (La Seine de Paris)

ฉันเคยวาดฝันไว้ว่าถ้าได้มาถึงปารีสก็อยากจะมาเดินชิลล์ชมวิวพลางเลือกซื้อหนังสือเก่าตามริมฝั่งแม่น้ำแซน แม้ปารีสจะไม่ใช่เมืองแห่งสายน้ำอย่างเวนิส แต่แม่น้ำแซนที่ไหลพาดผ่านนั้นเป็นลักษณะภูมิประเทศสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งอาณาเขตของปารีสขึ้นมาตามความโค้งของแม่น้ำ  และมีการเชื่อมต่อสองฝั่งด้วยการสร้างสะพานขึ้นมานับสิบแห่งซึ่งทำให้เกิดสถาปัตยกรรมงดงาม เงาสะท้อนของสะพานแต่ละแห่งที่กระทบผิวน้ำขับให้เสน่ห์ของแม่น้ำน่าหลงใหล ชวนเคลิบเคลิ้มโดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่มีแสงไฟส่องสว่างไปทั่วเมือง นอกจากนี้ยังมีเจ้าเรือแมลงวันที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวใกล้ชิดแนบแน่นกับสายน้ำมากขึ้นไปอีก

Bateau (บาโต) = เรือ    |   Mouche (มูช) = แมลงวันฃ

เรือที่นิยมเรียกกันว่า “บาโตมูช” นั้นเป็นเรือที่มีที่นั่งเปิดหลังคา และมีห้องติดกระจก ใช้สำหรับทัศนาจรปารีสทางน้ำ ความจริงแล้ว มูช ไม่ได้แปลว่าแมลงวันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นชื่อท้องถิ่นที่ผลิตเรือชนิดนี้ขึ้นมาด้วย ถึงยังไงคนส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจว่าเจ้าเรือชนิดนี้ชื่อว่า “แมลงวัน”

ฉันเคยนั่งเรือแมลงวันตอนมาปารีสกับชะโงกทัวร์เมื่อปี 1999 เรือแมลงวันได้พาฉันลอดใต้สะพานสวยๆมากมาย ยามเมื่อเรือเข้าใกล้ผ่านสะพานไหนจะมีผู้คนที่อยู่บนสะพานส่งเสียงผิวปากทักทายอย่างครื้นเครง และด้วยความนิ่งของเรือทำเราสามารถถ่ายรูปหอไอเฟล โนตเตรอดาม และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆได้ในระยะประชิดอีกด้วย

เรือกำลังแล่นมาถึงสะพาน Alexandre III

การกลับมาในปารีสปี 2015 นี้ ฉันไม่ได้โดยสารเจ้าแมลงวัน แต่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชมทัศนียภาพอยู่บนสะพาน จริงๆแล้วฉันเจอสะพานนี้โดยบังเอิญจากการเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสขนาดใหญ่บนถนนชองเซลิเซ่  เมื่อเห็นปุ๊ปก็รู้เลยว่าต้องเป็นสะพาน Alexandre III ที่สวยที่สุดในปารีสแน่ๆ

Le pont  Alexandre III หรือสะพาน อเล็กซองเดอร์ 3นี้สะท้อนถึงมิตรภาพฝรั่งเศส-รัสเซีย ซึ่ง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่3 จักรพรรดิรัสเซียเป็นผู้ร่วมลงสัญญาสร้างกับฝรั่งเศส มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยกว่าปีได้

แต่แบตตารี่เจ้ากรรมดันนอนหลับกลางสะพานในช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังเลื่อนต่ำลงมา ระหว่างรอให้อาหารมัน  ดวงตาของฉันจึงรีบทำหน้าที่เป็นชัตเตอร์เก็บความทรงจำก่อนที่ภาพสวยๆจะจางไป ในตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าโดยมีหอไอเฟลประดับฉาก เป็นภาพ Panorama ที่สวยมาก  ฉันรู้สึกว่าตัวเองหดลงเล็กนิดเดียว ราวกับเป็นเจ้าหนูตัวจ้อย ในการ์ตูนดิสนีย์ Ratatouille ยืนมองทัศนียภาพที่งดงามดั่งภาพวาดของปารีส

สำหรับฉันแล้วที่นี่เป็นที่ที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดในปารีส ทำให้รู้สึกล่องลอยอยู่ในความฝัน นักท่องเที่ยวชาวสเปนคู่หนึ่งได้มาขอให้ฉันช่วยถ่ายรูปทั้งสองจุมพิตที่หัวสะพาน หันไปอีกข้างหนึ่ง คู่บ่าวสาวยืนถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ที่กลางสะพานมีคู่รักตายายยืนโอบกอดกันด้วยสีหน้าชื่นมื่น แม้ว่าฉันจะมาที่นี่คนเดียวแต่ไม่รู้สึกถึงความเหงาเลยสักนิด สะพานนี้ทำให้ฉันเข้าใจความหมายที่แท้จริงของประโยคที่ว่า “Paris Je t’aime” (ปารีส ฉันรักเธอ) เมืองนี้เป็นเมืองที่แค่เห็นบ้านเมือง สถาปัตยกรรม และธรรมชาติ ก็รู้สึกว่าเหมือนคนมีความรัก ตกหลุมรัก “ปารีส” ขึ้นมาอย่างจับใจ

กว่าแบตตารี่จะฟื้นคืนชีพก็ที่ตอนฟ้ามืดแล้ว กล้องมือถือก็เห็นไม่ชัดสักเท่าไหร่ แต่โชคดีที่แสงไฟจากหอไอเฟลสาดส่องมาเต็มที่ ทำให้เก็บภาพได้จำนวนหนึ่ง

ตัวสะพานเป็นสะพานโค้ง มีรูปปั้นเทวดา เทพธิดา ยูนิคอร์น ปีนป่ายอยู่เต็มสะพาน เขาว่ากันว่า ที่กรุงเทพฯก็มีสะพานที่ได้รับแรงบันดาลใจของที่นี่ เมื่อเทียบแล้วความยิ่งใหญ่อลังการของเราเทียบเขาไม่ได้เลย เพราะของเราเป็นเพียงสะพานข้ามคลองเล็กๆ แต่ฉันเชื่อว่าอานุภาพของ Pont-Alexandre ได้สะท้อนอยู่ในการตั้งชื่อของคนไทย คือ “สะพานมัฆวานรังสรรค์”  นั่นเอง

จากสะพานนี้มองเห็นอาคารสวยงามมากมายที่ฉันได้แวะเวียนไปมาหลายวันนี้ ทำให้เห็นว่าปารีสเป็นเมืองเล็กนิดเดียว แต่มีตึกรามบ้านช่องที่อลังการงานสร้างมาก  แถมไม่มีความเลอะเทอะเลยสักนิด เพราะการจะสร้างอะไรแต่ละอย่างนั้นเขาคำนวณไว้ดีแล้ว อย่างสะพานนี้เขาก็สั่งห้ามว่าอย่าสร้างบดบังทัศนียภาพของสถานที่โดยรอบอย่างเด็ดขาด

เทพยดาประจำสะพานพร้อมฉากหลังหอไอเฟล ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี

หอไอเฟล มีฉายาว่า “La Vieille dame” ที่แปลว่า The old lady หรือคุณนายเฒ่า สร้างเมื่อปี 1889 เพื่อจัดนิทรรศการนานาชาติ เมื่อจบงานแล้วมีเสียงเรียกร้องให้ทุบทิ้ง เพราะมันไม่ได้สวยอะไรเลย แต่มันก็รอดมาได้ด้วยการติดเสาอากาศบนยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องอากาศ และเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับฉันเอง ฉันก็ว่าหอไอเฟลเป็นเพียงแท่งเหล็กธรรมดา แต่อาจเป็นสิ่งก่อสร้างที่แปลกใหม่และสูงมากในยุคนั้น จึงทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์อันดับหนึ่งของโลก มาทริปนี้ฉันนั่งรถผ่านหรือเดินผ่านไปเห็นหอไอเฟลก็รู้สึกเฉยๆ เลยไม่ได้แวะไปชมใกล้ๆ แต่ในบางมุมมองมันก็ไม่เลวหรอกนะ

หอไอเฟลจากเรือบาโตมูชในปี 1999 อีก 264 วันจะเข้าปี 200 แล้ว!

อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ เห็นชิงช้าสวรรค์

 

เมื่อโลกเข้าสู่ปี 2000 ชาวปารีเซียงก็เฉลิมฉลองด้วยการนำชิงช้าสวรรค์สูง60เมตรที่เรียกว่า La roue de Paris แปลว่า วงล้อแห่งปารีสมาตั้งที่จัตุรัสคองคอร์ด ก่อนที่จะพามันข้ามน้ำข้ามทะเลไปโชว์ตัวรอบโลกในปี2003 ฉันเองก็เคยพบวงล้อแสนสวยนี้ท่สวนลุมไนท์บาซาร์ในปี 2006 ตอนนั้นนิยมมากในกลุ่มคู่รักวัยรุ่นชาวไทย เพราะยังไม่มีชิงช้าสวรรค์ที่เอเชียทีคนั่นเอง

La roue de Paris @ สวนลุมไนท์บาซาร์


ฉันมาถึงปารีสในต้นเดือนธันวาคม ความฝันในการเดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆเป็นอันต้องพับไป

มาผิดฤดูเสียแล้ว นี่ถ้าเป็นหน้าร้อน เขาจะเนรมิตข้างๆแม่น้ำให้เป็นหาดทราย แถมยังมีร่มชายหาดมาให้อาบแดดกันด้วย

อากาศเย็นยะเยือก เมืองที่มีแต่สีทึมเทา ผู้คนที่บางตา ทำให้รู้ว่าผู้หญิงเอเชียตัวคนเดียว ไม่ควรติสต์แตกจนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

แต่เมื่อจอสกรีนบนรถเมล์วิ่งตัวอักษรบอกสถานีถัดไปว่า “ปงเนิฟ”  (Pont neuf) ฉันก็อดไม่ได้ที่จะลงไปยลโฉมสะพานที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด แต่ชื่อของมันกลับตรงข้าม

คำว่า ปง แปลว่า สะพาน  ส่วน เนิฟ แปลว่า ใหม่

นึกถึงตอนที่ฉันเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส คุณผู้ชาย ‘ดูปง’ เป็นเมอร์ซิเออร์คนแรกๆที่ฉันได้พบในแบบเรียน
ไม่ต่างอะไรกับคาบเรียนภาษาไทยที่เรามักใช้ชื่อ ขาว แดง ดำ ขึ้นมาเป็นตัวละครสมมติแบบสิ้นคิด

วันหนึ่งอาจารย์ก็ให้ความกระจ่างว่า นามสกุล “ดูปง’ (Dupont)ที่แปลว่า “มาจากสะพาน”นั้น มาจากสมัยก่อนที่ชาวบ้านมักตั้งบ้านเรือนอยู่บนเชิงสะพาน ในชุมชนอาจจะมีคนชื่อฟิลลิปอยู่หลายคน แต่ถ้าพูดถึงฟิลลิป ดูปง ก็คือ นายฟิลลิป ที่บ้านอยู่ตรงสะพานนั่นเอง

แต่ ปงเนิฟ แห่งนี้ ได้พรากวิถีชาวบ้านริมน้ำไปเสียแล้ว เพราะ “สะพานใหม่”เป็นสะพานแห่งแรกที่ยกเลิกการสร้างบ้านตรงเชิงสะพาน ด้วยเหตุผลเดิมๆที่ว่า ชาวปารีเซียงกลัวว่าสิ่งก่อสร้างวิจิตรโดยรอบแม่น้ำแซนจะถูกบดบัง ก็ไม่แปลกที่เขาจะกังวล เพราะทิวทัศน์ตรงนั้นมองเห็นพระราชวังลูฟวร์อันแสนยิ่งใหญที่ทำเอาฉันต้องจ้องมองด้วยความตื่นตะลึงทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน ปัจจุบันลูฟวร์ กลายมาเป็นมิวเซียมเก็บภาพ และเป็นที่พำนักของโมนาลิซานั่นเอง หวังว่ามาปารีสคราวหน้าคงมีเวลามาเยี่ยมบ้านคุณนายนะ แต่เขาว่ากันว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวันกว่าเดินชมจนทั่ว

คืนนั้นถ้าฉันใจแข็งอีกสักหน่อย ฉันคงได้เดินไปชมใกล้ๆมากกว่านี้ แต่ตอนนั้นหนาวมาก ทำได้อย่างเดียวคือยืนมือสั่นยกมือถือขึ้นถ่ายภาพเพียงรูปเดียวจากป้ายรถเมล์ที่ยืนอยู่นั่นแหละ ถ้าได้ขึ้นไปบนสะพานฉันคงได้พบ “ป้อม”เล็กๆบนนั้นที่เรียงรายอยู่ เพื่อให้ผู้คนในสมัยก่อนใช้หลบหลีกยามที่รถม้าวิ่งผ่าน ไปยังเกาะ อิลเดอลาซิเต้ ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำที่มีมาตั้งแต่ยุคกลาง เกาะที่เป็นจุดเริ่มต้นของมหานครปารีสที่หลักกิโลเมตรศูนย์ และศูนย์รวมความศรัทธาของประเทศนี้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

Notre Dame de Paris

รูปปั้นแกะสลักอันแสนประณีตด้านหน้าทางเข้าวิหาร Notre-Dame
โนตรเทรอ   แปลว่า Our  ดาม  แปลว่า Lady หรือ Mother
ซึ่ง Our Mother ในนิกายคาทอลิกจะเป็นไม่ไปใครนอกจาก พระแม่มารีย์ มารดาของพระเยซู
ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความผูกพันนับถือแม่พระ เพราะฉันเติบโตมาจากโรงเรียนคอนแวนต์ที่นักเรียนต้องไหว้ สวดมนต์ ขอพรท่าน ทั้งเช้า กลางวัน เย็น

หน้าต่างรูปทรงกุหลาบ (rose window) เป็นเอกลักษณ์ของ notre-dame

นั่งชิลล์อยู่หน้ามหาวิหาร มองเท่าไหร่ก็รู้สึกสวยละลานตาไปหมด   ส่องดูรูปปั้นใกล้ๆ เทวดานับร้อยนับพันต่างมีสีหน้ามีอากัปกิริยาไม่เหมือนกันสักองค์ อยากให้มีคนมาช่วยอธิบายให้ฟังจังว่ารูปปั้นแกะสลักเรื่องราวอะไรบ้าง มีรูปหนึ่งสะดุดตาเพราะศีรษะขาด แต่กลับไปอยู่ในมือข้างหนึ่ง เมื่อกลับมาไทย ฉันได้ค้นรูปในกูเกิ้ล จึงทราบว่ารูปปั้นนั้นคือนักบุญ Saint-Denis (แซงเดนีส์) ที่มาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในปารีสยุคที่โรมันครอบครอง มีตำนานเล่าว่าแม้จะโดนชาวโรมันประหารด้วยการตัดเศียร แต่ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า นักบุญท่านนี้ได้ลุกขึ้นมาหยิบศีรษะ แล้วเดินเผยแพร่ศาสนาต่อไปจนหมดลมหายใจ

ด้านในเข้าชมฟรี มีพี้นที่ให้สวดภาวนา จุดเทียน มีของที่ระลึกขาย และรูปเคารพบูชา ฉันเลือกซื้อรูปปั้นพระแม่มารีย์ขนาดเท่าฝ่ามือ ซึ่งจำลองมาจากรูปปั้นพระแม่มารีย์ที่แกะสลักไว้ที่หน้าประตูทางเข้า และมีตู้หยอดเหรียญให้เลือกซื้อเหรียญที่ระลึกของ Notre-dame หลากหลายลวดลาย

ส่วนที่ต้องซื้อบัตรเข้าชมคือพิพิธภัณฑ์และจุดชมวิวด้านบน ฉันเลือกเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ข้างในมีไม้กางเขนของเจ้านายในยุคต่างๆ ภาพบุคคลสำคัญ และข้าวของต่างๆจัดแสดง น่าเสียดายที่ว่าไม่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ สำหรับภาษาฝรั่งเศสก็เป็นล้วนเป็นภาษาที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เลยอ่านไม่ออกสักเท่าไหร่

บริเวณรอบๆ มหาวิหาร ฉันพบ หนุ่มดนตรีพเนจร และตลาดคริสต์มาสที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้ากำลังเริ่มออกร้าน

รักปลดล็อก

ปิดท้ายเรื่องราวของความสุขลุ่มน้ำแซนด้วยความรัก Pont de l’Archevêché (Archbishop’s Bridge) เป็นสะพานที่แคบที่สุดในปารีส ซึ่งมีพวงกุญแจคู่รักเต็มไปหมด ฉันถ่ายรูปมาให้เห็นใกล้ๆว่ามันไม่มีความสวยงามเลยสักนิด ความจริงแล้วกระแสคล้องกุญแจคู่รักตามสะพานได้เกิดขึ้นในสโลวเนีย คู่รักหนุ่มสาวพบรักกันที่สะพานแต่ท้ายที่สุดฝ่ายหญิงก็ไม่สมหวังและตรอมใจตาย ประชาชนจึงนิยมนำกุญแจมาคล้องไว้พร้อมเขียนชื่อคู่รักเป็นการแก้เคล็ดให้ชีวิตคู่ของตนสมหวัง กระแสนี้เพิ่งบูมไปทั่วโลก รวมถึงเกาหลีด้วยไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความที่ปารีสเป็นเมืองโรแมนติก นักท่องเที่ยวจึงเข้าใจผิดว่าเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมานาน และโยนดอกกุญแจลงแม่น้ำแซน ก่อนหน้านี้ Pont des Arts ปงเดส์อาร์ สะพานข้ามแม่น้ำแซนที่สวยมากแห่งหนึ่งได้ทรุดลงมาเพราะรับน้ำหนักกุญแจไม่ไหว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้มาตัดกุญแจทิ้ง แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเอามาแขวนจนทางเจ้าหน้าที่ต้องเอากระจกมาปิดกั้นไม่ให้มนุษย์มือบอนมาแขวนกุญแจได้อีก พร้อมออกนโยบายว่า #Love without Lock

แต่นักท่องเที่ยวก็ยังไม่วายมาแขวนที่สะพานอาร์บิชอปกันแทน

ฉันไปพลิกดูอัลบั้มภาพที่ฉันเคยล่่องเรือชมปารีสเมื่อปี1999 พบสะพานแห่งความรัก ปงเดส์ซาร์ สวยคลาสสิคกว่ามีกุญแจแขวนอยู่เป็นไหนๆ แถมสะพานแห่งนี้ยังเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์สาวโลกสวยนามว่า Amélie ด้วยนะ