Mont Saint Michel วังน้ำวนแห่งมนต์เสน่ห์

รักแรกพบของฉันกับมงแซงต์มิเชลเกิดขึ้นเมื่อฉันได้เห็นภาพ วิหารกลางน้ำ ในหนังสือเล่มหนึ่ง มันเป็นสถานที่ที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับฉันในขณะนั้น จึงไม่คาดคิดว่าอีกราวสิบปีให้หลัง ฉันจะได้มาเยือนวังน้ำวนแห่งนี้…เพียงคนเดียว แม้จะขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่ฉันกลับรู้สึก “หวงแหน” มันราวกับเป็นสมบัติส่วนตัว

วิหารมงแซงต์ มิเชล

มงแซงต์มิเชลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในประเทศฝรั่งเศส ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหาได้ง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สามารภไปเช้า เย็นกลับจากปารีส แต่ฉันเลือกไปค้างคืนให้สมกับที่รอคอยมานานแสนนาน และพบว่าตัวเองคิดถูกเพราะรถไฟ TGV ที่นั่งมาเกิดปัญหาขัดข้อง รถไฟที่ฉันนั่งไปลงเมือง Rennes จึงเลทไปเป็นชม. ทำให้ฉันไม่สามารถขึ้นรถบัสต่อไปมงแซงต์มิเชลได้เลย ต้องรอรถบัสรอบถัดไปซึ่งเป็นรอบสุดท้ายของวัน

ฉันหาตารางรถไฟ TGV ในเว็บ SNCF แล้วไปซื้อที่เคาน์เตอร์ของสถานีรถไฟ บอกจุดหมายปลายทางว่าไปมงแซงต์มิเชล ราคาตั๋วจะรวมค่ารถไฟไปเมืองแรนน์ และค่ารถบัสไปมงแซงต์มิเชลรวมระยะเวลาทั้งหมดราวสามชั่วโมงจากปารีส รูปขวาเป็นแผ่นพับตารางรถบัส หยิบได้ฟรีที่สถานีรถบัสเมืองแรนน์ มีรายละเอียดไปกลับ แรนน์-มงแซงต์มิเชล

การเดินทางมักมีเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ เราจึงต้องยิ้มให้กับความผิดหวังอยู่บ้าง ฉันหวั่นใจเล็กๆว่า ฤดูหนาวนี้ท้องฟ้ามืดเร็ว เมื่อไปถึงชนบทในยามค่ำคืนจะอันตรายไหม โรงแรมจะหายากไหม แต่ฉันก็ลืมสิ่งนั้น เมื่อรถบัสพาฉันชมทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองแรนน์ วิ่งเข้าชนบทเรื่อยๆ และเห็นภาพพระอาทิตย์ตกดินที่งดงาม

คนขับรถบัสจู่ๆก็มาจอดข้างทุ่ง แต่ไม่มีอะไรระทึกใจ เพราะคุณลุงคนขับใจดี ยืนบอกทางไปโรงแรมให้ทุกคนเรียบร้อย ถึงจะขึ้นรถโบกมือลาไป

ความจริงแล้วฉันจองโรงแรม 2 ดาวเอาไว้ ราคาคืนละ 2,000 กว่าบาท แต่เนื่องจากว่า โรงแรมนั้นปิดและได้อัพเกรดให้ฉันมาที่ L’Hotel Mercure 4 ดาว เป็นโรงแรมแรกจากป้ายรถบัส คนเดียวนอนห้องพัก 2 เตียง พร้อมห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ พื้นที่กว้างขวาง เรียกได้ว่า แจ็กพ็อตแตกเลยล่ะ

โรงแรมในบริเวณนี้มักมีเพียงสองชั้นเหมือนบ้านพักน่ารักๆนี่เอง หน้าโรงแรมที่ฉันพักมีตุ๊กตาแกะอยู่หลายตัวพร้อมต้นคริสต์มาสเตรียมรับเทศกาลที่จะมาถึง ที่มงแซงต์มิเชลมีสัตว์ริมอ่าวอยู่หลายชนิด รวมถึงเจ้าแกะที่ชอบอยู่ใกล้น้ำเค็มหรือที่เรียกว่า Pre-sale เจ้าหน้าที่โรงแรมต้อนรับด้วยภาษาฝรั่งเศสรัวๆและใบหน้าเปื้อนยิ้ม เคาน์เตอร์โรงแรมมีแผ่นพับแนะนำที่ท่องเที่ยวเยอะมาก และมีตะกร้าวางเสื้อคลุมสีเหลืองสะท้อนแสงให้บริการเพื่อความปลอดภัยสำหรับท่องเที่ยวจะไปชมมงแซงต์มิเชลยามค่ำคืน

ที่น่าตกใจนิดหน่อย คือ แถวนี้บรรยากาศเหมือนรีสอร์ตชนบท ที่เงียบสงบไม่คึกคักในยามค่ำคืน ร้านอาหารและซุปเปอร์มาร์เกตปิด1ทุ่ม คืนนั้นฉันจึงหาของในตู้เย็นห้องพักประทังชีวิตไป ราคาไม่ต่างจากข้างนอกมากนัก เช้ามา ออกมาทานอาหารเช้า เดินสำรวจรอบๆโรงแรมสักนิด มีตารางน้ำขึ้น-น้ำลง ของมงแซงมิเชล บอกไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่จะไปมงแซงต์มิเชลระมัดระวังตัวเองสักนิด เพราะกระแสของวังน้ำวนแห่งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ถ้าไม่ระวังคุณอาจไม่มีชีวิตรอดกลับมาได้

บริเวณรีสอร์ตนี้มีโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของเพียงไม่กี่แห่ง และมีการเว้นระยะห่างจากตัวเกาะพอสมควรเพื่อรักษาสภาพความเป็นวิหารกลางน้ำให้สมบูรณ์ที่สุด

บรรยากาศรอบๆ

ดูจากแผนที่แล้ว ฉันเลือกที่จะเดินไป แต่จริงๆแล้วจะขึ้นรถบัส Navette ฟรีไปก็ได้ ใช้เวลาเดินน่าจะราวๆเกินครึ่งชม.นิดๆ แต่ฉันไม่เหนื่อยเลย เนื่องจากอากาศเย็นจัด ยิ่งเดินจะยิ่งรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น ค่อยๆ ละเลียดความรู้สึกที่เห็นวิหารในฝันอยู่เบื้องหน้า และใหญ่ขึ้นทกก้าวที่ฉันย่างเข้าไปหามัน

“Merveille du l’Occident” สิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกตะวันตกได้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าฉันแล้ว

มงแซงต์มิเชล วิหารกลางน้ำแสนสวย
ป้ายเตือนว่า วันนี้ทะเลจะขึ้นมาถึงบริเวณหน้าเกาะตอนกี่โมง เพื่อไม่ให้คนเอารถมาจอดแช่

ณ เวลานั้น น้ำยังไม่ขึ้นค่ะ ฉันยังคงเห็นหาดทรายของมงแซงมิเชลอยู่ แต่ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ คงไม่มีใครคิดอยากลองเอาเท้าลงแช่น้ำทะเลหรอกนะแถมฉันเคยดูคลิปในยูทูป เวลาที่น้ำขึ้นกะทันหัน คนที่ลงไปเล่นบนหาดวิ่งขึ้นมาไม่ทัน ต้องว่ายน้ำมาจนถึงฝั่งค่ะ แถวนั้นเงียบสงบมาก ไม่มี Lifeguardมาคอยให้บริการหรอกนะ

“เสียวสันหลังวาบ ก็ฉันว่ายน้ำไม่เป็นนี่หน่า ต่อให้เขาบอกว่าเวลาที่น้ำลด สามารถเดินข้ามฝั่งมาถึงเกาะได้ก็เถอะ แต่ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญพาไปนะ ใส่ชูชีพเผื่อไว้ด้วยก็ดี แถวนั้นจะมีทรายดูดด้วย เขาจะแนะนำวิธีรับมือกับมันให้ค่ะ ถ้ามากับทัวร์เขาคงจะพาไป แต่ถ้ามาเอง ก็ไม่รู้ว่าจะไปติดต่อผู้เชียวชาญได้ตรงไหน เดินข้ามสะพานไปสบายๆดีกว่า”

ข้างในเข้าชมฟรีค่ะ ตอนอ่านในรีวิวมาเขาบอกว่า ระวังเดินขึ้นเนินจะเหนื่อยนิดหน่อย แต่ฉันไม่เหนื่อยเลย เพราะสองข้างทางมีร้านค้า ร้านอาหารบนยอดเขา สวยๆงามๆให้แวะชม และมีวิวสวยๆให้หยุดถ่ายรูปเป็นพักๆ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงเป็นเขาวงกต เพราะทางบังคับมีทางเดียว บ้านเรือนหรือร้านค้าที่อยุ่บนเกาะนี้ไม่ได้สร้างเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นที่ที่ๆชาวบ้านอยู่กันมาอย่างยาวนาวนาน ปัจจุบันชาวบ้านในเกาะนี้มีราวๆห้าสิบกว่าคนเอง อิจฉาชาวบ้านที่ได้อยู่ในสถานที่เหมือนฝันเช่นนี้จัง

ฉันขึ้นมาจนถึงทางเดินสูงสุด ที่เขาจะเปิดให้ขึ้นได้ นั่งชมทิวทัศน์ที่น้ำทะเลกำลังขึ้น กำลังพัดพาเข้ามาหามงแซงต์มิเชล

แอบรู้สึกโรแมนติกเล็กๆ เวลาที่ไปส่องดูทิวทัศน์ตามช่องหน้าต่างๆเล็กบนเขา

📌 นางนวลชวนขำ

วิกเตอร์ อูโก นักเขียนเลื่องชื่อไปทั่วโลก เคยกล่าวว่า “ที่นี่เป็นสถานที่แปลก มีนกน้อยแสนอิสระเสรี แต่กลับมีใบหน้าซีดของคนคุก” ใครจะเชื่อละว่า เกาะที่สวยงามจนเหมือนปราสาทเจ้าหญิง เคยเป็นคุกคุมขังนักการเมือง ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส  ด้วยภูมิสภาพที่เป็นเกาะ พร้อมกระแสน้ำอันตราย จึงยากที่นักโทษจะหนีออกมาได้

ขอบคุณอูโกที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการปลดปล่อยวิหารกลางน้ำออกจากสถานะคุก มิฉะนั้น ฉันคงไม่ได้พบกับ เจ้านางนวลชวนขำ

La mouete  ลามูแอต แปลว่า นกนางนวล   |   Rieuse  ครีเยิส  แปลว่า ที่หัวเราะ ที่ขำขัน

ฉันเดินไปเจอสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งกำลังนั่งปิคนิคอาหารกลางวันคนเดียว พร้อมกับให้อาหารนกไปด้วย จึงฉวยโอกาสเก็บภาพนกในระยะประชิดเอาไว้

ลามูแอตครีเยิส หรือเจ้านกนางนวลชวนขำนี้เป็นเจ้าเวหาคู่กับอ่าวนี้ เสียงร้องของมันก้องกังวานราวกับเสียงหัวเราะของนกในการ๋ตูน รูปร่างคล้ายพิราบ หน้าตาบ้องแบ๊วน่ารัก แต่เวลาสยายปีกบินกลับดูสง่างาม ฉันนั่งชมความสดใสน่ารักของพวกมันอยู่่สักพักนึงเลยทีเดียว นึกว่ากำลังดูรายการสำรวจโลก

ข้างบนมีวิหารให้ซื้อบัตรเข้าชม แต่ฉันกลับรู้สึกพอใจกับการกินลมชมบรรยากาศ จนไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว

ของที่ระลึก

ร้านขายของที่ระลึกที่นี่มีเป็นจำนวนมาก ฉันคิดว่ามันไม่ใช่สินค้าที่รับใช้ระบบเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนเรื่องราว ศิลปวัฒนธรรม ความศรัทธาของที่นี่ได้ดี ฉันไปช้อปอยู่สองสามร้าน มีร้านหนึ่งแม่ค้าสาวสวยเป็นมิตรมาก   แรกๆฉันเข้าใจว่าแม่ค้าพูดฝรั่งเศสด้วย แต่ไปๆมาๆเอ๊ะเราก็พอฟังฝรั่งเศสออกบ้าง ทำไมคราวนี้ฟังไม่ออกสักคำ มารู้เอาตอนที่แม่ค้ายื่นโบร์ชัวร์ขายคุ้กกี้ให้ เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมอธิบายโปรโมชั่นอย่างคล่องแคล่ว

สุดท้ายฉันตัดสินใจพูดไปว่า Je suis thailandaise ฉันเป็นสาวไทยนะจ๊ะ

แม่ค้านิ่งไปสามวิ แล้วถึงขั้นหัวเราะก๊าก ขอโทษขอโพย เป็นการใหญ่

เธอบอกว่า ที่นี่มีคนญี่ปุ่นมาเที่ยวเยอะมาก ฉันก็ไม่แปลกใจอะไร ที่ชาวญี่ปุ่นจะชอบสถานที่โรแมนติกมุ้งมิ้งแบบนี้ เจอสาวญี่ปุ่นเยอะกว่าฝรั่งซะอีก แต่ตาไปเหลือบมองเจอพวงกุญแจมงแซงต์มิเชลคู่กับเสาโทริอิของญี่ปุ่น เลยลองถามอากู๋ก็พบว่า ญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสได้เชื่อมมิตรภาพด้วยการแลกเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวกัน โดย จับคู่มงแซงต์มิเชล กับ เสาโทริอิกลางน้ำ ที่ Miyajima ในจังหวัดฮิโรชิม่า ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทั้งสองที่มีจุดร่วมที่ว่า เป็นมรดกโลก  เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาทางศาสนา  อยู่กลางน้ำ และสามารถเดินไปได้เมื่อน้ำลดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้งสองประเทศ

ฉันพบรูปปั้นทางศาสนาและประวัติศาสตร์มากมาย ที่เห็นแล้วจำได้ทันทีคือนโปเลียนบนหลังม้า ฉันไปสะดุดตาเข้ากับรูปปั้นนักรบพุงหนา หนวดเครารุงรัง มีหมวก โล่ และดาบติดตัว จึงหันไปถามแม่ค้าก็ได้คำตอบว่าไวกิ้งนี่เอง ในอดีตไวกิ้งเคยมาครองอาณาจักรอยู่ที่นอร์มังดีแห่งนี้นี่เองค่ะ

แม่ค้าแนะนำรูปเคารพนักบุญมิเชลให้ฉัน

อัครทูตสวรรค์มิกาเอล หรือแซงต์มิเชล เป็นแม่ทัพในสวรรค์สวรรค์ที่ไปปราบปีศาจลูซิเฟอร์ พูดง่ายๆก็คือเทพแห่งความดีนี่เอง ในปารีสก็มีสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับแซงต์มิเชลมากเพราะถือว่าเป็นเทพพิทักษ์ของปารีส สำหรับฉันฉันคิดว่า แซงต์มิเชลเป็นเทพที่ขี้เล่นด้วยเพราะมีตำนานว่าท่านไปเข้าฝันบิชอปองค์หนึ่งให้สร้างวิหารให้บนเกาะแห่งนี้ ตอนแรกบิชอปไม่เชื่อ จนตอนเข้าฝันครั้งที่สาม ท่านจึงจิ้มศีรษะบิชอป เมื่อบิชอปตื่นขึ้นมาพบว่าหัวมีรอยที่เคาะจริงๆ จึงกลายเป็นวิหารสุดวิเศษแห่งนี้ขึ้นมา สงสัยท่านอัครทูตคงอยากพักผ่อนอยู่กับนกน้อยริมทะเลกระมัง

แต่แรกเริ่มนั้นไม่มีทั้งถนนเชื่อมเกาะจึงต้องรอน้ำลดถึงข้ามไปได้ เวลาที่น้ำขึ้นกะทันหันคนก็จมน้ำตายไปจำนวนมาก การเดินทางรอนแรมและต้องรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้วิหารกลางน้ำนี้มีความขลัง และเป็นที่จาริกแสวงบุญสำหรับชาวคาทอลิก ร้านค้าที่ฉันพบนั้นจึงมักมีแต่ข้าวของทางศาสนา ทั้งหนังสือ สร้อยคอ รูปปั้น รูปเคารพ หรือกระทั่งข้าวของที่เป็นงานฝีมือของชาวบ้าน

เทวดาผู้พิทักษ์พร้อมบทภาวนใส่ถุงกระดาษเล็กๆน่ารัก เหมาะสำหรับเป็นของฝาก

มงแซงต์มิเชลตั้งอยู่ในแคว้น นอร์มังดี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งนมเนย ที่นี่จึงมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างเช่นคุกกี้ คาราเมลขายอยู่ด้วย แต่ฉันคิดว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ส่งออกไปทั่วโลกในปัจจุบัน เมื่อแม่ค้าให้ชิมจึงรู้สึกว่ารสชาติไม่ได้วิเศษอะไรมากนัก แต่ที่น่าสนใจคือมีขนมยี่ห้อ La mere poulard พร้อมหน้าแม่ครัวคนหนึ่งเป็นโลโก้ แถมฉันยังไปเจอภัตตาคารและโรงแรมที่ชื่อนี้อีก

พ่อครัวร้าน La mere poulard กำลังโชว์ฝีมือการทำไข่เจียวสูตรพิเศษ

คุณแม่ปูลาร์ดเป็นแม่ครัวในตำนานประจำเกาะแห่งนี้ เมื่อคนเดินทางรอดชีวิตมาถึงเกาะได้ก็จะได้รับประทานอาหารสุดวิเศษจากคุณแม่ท่านนี้พร้อมที่พักอุ่นสบาย ฉันเห็นราคาไข่เจียวแล้วต้องถอย แต่ก็ซื้อหนังสือสูตรอาหารคุณแม่ปูลาร์ดมาอ่านทดแทน ล้วนแต่เป็นเมนูที่ใช้ของท้องถิ่นริมอ่าวมงแซงต์มิเชลทำทั้งนั้น

ของฝากจากมงแซงต์มิเชล

ฉันก้าวเท้าออกจากเกาะนี้พร้อมกับคู่รักหนุ่มสาวที่เดินกุมมือกันพร้อมลากกระเป๋าเดินทาง ระหว่างฉันนั่งเล่นอยู่บนเกาะฉันเห็นพวกเขาโอบกอดกันชมวิว พลางอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาเลือกสถานที่ในการดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ได้โรแมนติกสุดๆ ไปเลย