Le français a changé ma vie ภาษาฝรั่งเศสเปลี่ยนชีวิตของฉัน (1)

High school

จบม.ต้นมาด้วยเกรด 2.5 แต่พอได้มาเรียนฝรั่งเศสตอนม.4 ก็เหมือนได้เจออะไรที่ชอบทำให้เรียนได้ดีมาก และมั่นใจวิชาอื่นๆไปด้วย จากเด็กเรียนกลางๆค่อนไปทางอ่อน ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลย คนสำคัญที่ช่วยเราเปลี่ยนคือพี่ติวเตอร์ที่เราเรียนด้วย เราอยู่ม.4 แต่เขาสอนเนื้อหาเลยไปจนถึงม.5แล้ว   ตอนม.6เราได้ไปแข่งเขียนเรียงความฝรั่งเศสที่เซนต์จอห์น (แต่ก็ไม่ได้รางวัลอะไร) จบม.6 ด้วยเกรด 3.4 พร้อมรางวัลภาษาฝรั่งเศสยอดเยี่ยม ตอนเขาประกาศรายชื่อคนตกใจกันทั้งชั้น เพราะภาพลักษณ์เราคือเด็กเรียนไม่เก่งมาตั้งแต่ประถม

University

สอบครั้งแรกติดการท่องเที่ยวที่ม.เกษตร แต่กลายเป็นว่าไม่ชอบเรียนท่องเที่ยวเลยสอบใหม่ไปอักษร จุฬาฯ ต้องขอบคุณคะแนนวิชาฝรั่งเศสมากๆที่พาเราเข้าคณะที่ตรงใจที่สุด ตอนปี1 เรียนฝรั่งเศสได้คะแนนดีกว่าวิชาไทย แต่ตัดสินใจเลือกเข้าเอกไทยเพราะอยากเป็นนักเขียน ยุคนั้นวงการนักเขียนไทยแบบ a day เฟื่องฟูมากๆ

French Textbooks Library

ช่วงซัมเมอร์ปี1ก็เริ่มสอนพิเศษฝรั่งเศส เด็กคนแรกที่รับสอนเป็นเด็กม.4 พอเราสอนแล้วน้องได้ท็อปห้องชีวิตก็เปลี่ยนเหมือนกัน จริงๆตอนนั้นเราคงไม่ได้สอนดีอะไร แต่สอนด้วยใจที่รู้ว่าเด็กสายนี้มักโดนดูถูกว่าเรียนไม่เก่ง

พอขึ้นปีสองก็ไปขอเรียนวิชาการสอนฝรั่งเศสกับคณะครุศาสตร์ เลยค้นพบว่า ถ้าเรียนอักษรเราชอบสไตล์ของเอกไทย แต่ถ้าเรียนครุคงได้เรียนเอกฝรั่งเศส ทุกสัปดาห์อ.ครุจะพาไปค้นคว้าที่ห้องสมุดฝรั่งเศสของเขตการศึกษาแถวๆบีทีเอสพญาไท ทำให้ได้ซีร็อกซ์เอกสารออกมาสอนเยอะเลย

อาจารย์ที่ครุให้เราเขียนเรียงความเรื่องตัวเอง ประโยคนึงเราเขียนว่า 

Dans l’avenir , je voudrais être écrivaine

(อนาคตฉันอยากเป็นนักเขียน)

Universiade

พอขึ้นปี 3 ได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัครกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งเวียนมาจัดที่กรุงเทพฯพอดี เราได้ดูแลทีมเทนนิสฝรั่งเศส (ด้วยการจับฉลาก) ตอนนั้นสุวรรณภูมิเพิ่งจะเป็นสนามบินหลักของประเทศ เราได้ไปสุวรรณภูมิครั้งแรกและได้รับบัตรผ่านเข้า Gate ไปรอรับนักกีฬาที่หน้าเครื่อง ความรู้สึกตอนนั้นยิ่งใหญ่มากๆสำหรับเราที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งอะไร (เขาให้ไปตอนตี3 ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่อยากไป) พอเจอหน้าโค้ชชาวฝรั่งเศส เขาก็บอกว่าเป็นเพื่อนกับภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก หลังจากนั้นเราก็เลยได้เจอกับภราดรด้วย ได้รู้จักชาวฝรั่งเศสเยอะมากตอนนั้น โค้ชทีมเทควันโดเป็นคนที่ตั้งชื่อ Katia ให้เรา พอจบงานนี้เหลือคนเดียวที่ยังติดต่อกันอยู่ เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมฝรั่งเศสสูง198 เราได้ฝึกภาษาด้วยการเขียนอีเมลเขียนโปสการ์ดหาเขาอยู่หลายปี

เราได้ Minor ศิลปการละครมาทั้งๆที่ไม่ได้เรียนการแสดงเลยสักตัว แต่เราชอบอ่านบทละครของประเทศต่างๆจึงเลือกเรียนแต่วิชาประวัติการละคร  และการเขียนบททั้งละครเวทีและละครโทรทัศน์ พวกรายการทอล์คโชว์ reality อีกภาควิชาที่เราเลือกเรียนเป็นวิชาเลือกเสรีก็คือ ภาคสารนิเทศ (คือเรียนเป็นบรรณารักษ์) เรียนการเลือกเฟ้นหนังสือให้ประชาชนอ่าน ฝึกทำนิทานให้เด็ก

ส่วนวิชาเอกไทยพบว่าตัวเองจะชอบไปทางนิทานพื้นบ้าน วิชาทำแม็กกาซีน จำได้ว่าวิชา “คติชนวิทยา” เราทำรายงานเรื่องกระแส popular culture ของ การ์ตูนวาย  ซึ่งตอนนั้นเป็นสื่อใต้ดินที่ทั้งโดนกวาดล้าง ไม่ค่อยมีคนรู้จัก และผู้อ่านก็โดนมองว่ามีรสนิยมประหลาด ขนาดเราที่ทำรายงานเองยังโดนมองเลย แต่ก็ได้ A มาเพราะอาจารย์บอกว่าเปิดโลกมากๆ จริงๆเราก็ไม่เคยคิดว่าเอกไทยจะมีพื้นที่ให้เราทำวิจัยแบบนี้ได้เช่นกัน

สรุปคือได้เรียนเขียนมาเยอะมากๆจากคณะนี้ ซึ่งตอบโจทย์เราที่เป็นคนเงียบๆไม่ค่อยพูด ส่วนภาษาฝรั่งเศสส่วนใหญ่เป็นการฝึกนอกระบบ และจะเน้นที่ฝึกเขียนเช่นเดียวกัน

Full time French tutor

ช่วงป.โทเราเลือกเรียนวรรณคดีเปรียบเทียบ (เป็นการเรียนปรัชญา และวรรณคดีรอบโลก) ช่วงนั้นมีนักเรียนมาติวแพทพอสมควร กลางวันสอน กลางคืนทำวิทยานิพนธ์ วนแบบนี้ถึงสี่ปี ผ่านอะไรมาหลายอย่างทั้งม็อบสนธิ ทั้งน้ำท่วมใหญ่จนเลื่อนสอบแพทอยู่หลายรอบ มีอยู่2เทอมที่ได้ไปสอนฝรั่งเศสในโรงเรียนชายล้วน

ตอนนั้นคิดแล้วว่าพอเรียนจบจะสอนพิเศษแบบ full time เพราะตั้งเป้าไว้ว่าเด็กที่เรียนตัวต่อตัวกับเราต้องสอบติดทุกคน ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ ปีที่พีคสุดคือมีนักเรียน 32 คน ติดจุฬาฯ 28 คน มธ.4คน และยังมีนักเรียนที่แหวกแนวคนนึงคือชาวสเปนที่มาทำงานที่ไทย เขาพอพูดฝรั่งเศสได้ แต่อยากเรียนเขียนเรียนไวยากรณ์ ช่วงนั้นมีม็อบสุเทพ เราต้องฝ่าม็อบไปสอนเขา

Female writer

ความฝันอยากเป็นนักเขียนทำให้เราพยายามหางานเขียนฟรีแลนซ์ ยอมทำแม้บทความละ 50 บาท จนได้เขียนพ็อกเก็ตบุ๊กออกมา2เล่มเกี่ยวกับความรู้อาเซียน ได้ไปฝึกงานเขียนบทซิตคอมที่แกรมมี่ และได้รับคัดเลือกไปค่ายนักเขียนของกระทรวงวัฒนธรรมด้วย ชอบค่ายนั้นมากๆได้ไปออกทริปกับนักเขียนดังๆระดับประเทศหลายคนเลย หลังจบโครงการก็ไปสมัครเรียนคอร์สพิเศษด้าน Gender studies ของธรรมศาสตร์ ที่สนใจเพราะเป็นปรัชญาที่เคยเรียนมา

พอจบคอร์สนี้ เราก็ยังไปช่วยทำวารสารสตรีศึกษากับอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์อยู่ อ.เลยเอาหนังสือปรัชญาสตรีฝรั่งเศสของ Luce Irigarayมาให้เราอ่าน อ่านไปไม่ถึงอาทิตย์ อาจารย์ก็ชวนไปเจอเจ้าของหนังสือที่ปารีส! ทริปนั้นภาษาฝรั่งเศสก็ได้เปลี่ยนชีวิตของเราอีกแล้ว และแล้วเราก็ได้พบว่าคำว่า écrivaine มันมีอยู่จริงๆ!

to be continued...